คำถามที่พบบ่อย

  1. สเต็มเซลล์สามารถเก็บไว้ได้นานเท่าไหร่?
  2. เลือดจากสายสะดือเป็นการแพทย์ทางเลือกไม่ใช่การแพทย์หลักหรือแพทย์แผนปัจจุบันใช่หรือไม่?
  3. เก็บเลือดจากสายสะดือจะเป็นอันตรายต่อทารกหรือไม่?
  4. ในกรณีที่ครอบครัวของฉันไม่มีมีประวัติของโรคมะเร็งหรือโรคร้ายแรงไม่ก็ไม่มีความจำเป็นต้องเก็บเลือดจากสายสะดือหรือสายสะดือใช่หรือไม่?
  5. สามารถนำเลือดจากสายสะดือของลูกมาใช้ได้หรือไม่ ถ้าเขา/เธอเป็นโรคทางพันธุกรรม?
  6. กรณีใดบ้างที่จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องเก็บสเต็มเซลล์?
  7. มีความจำเป็นต้องจัดเก็บเลือดจากสายสะดือของฝาแฝดทั้งสองคนหรือไม่?
  8. จำเป็นหรือไม่ที่จะต้องเก็บสเต็มเซลล์ของลูกคนที่สองหากเก็บสเต็มเซลล์จากลูกคนแรกแล้ว?
  9. ฉันสามารถเก็บเลือดจากสายสะดือของลูกได้หรือไม่ ถ้าฉันคลอดที่โรงพยาบาลของรัฐ?
  10. อะไรคือปัจจัยที่ส่งผลต่อปริมาณของเลือดจากสายสะดือ?
  11. หากเลือดจากสายสะดือมีปริมาณน้อยกว่าปริมาณขั้นต่ำที่กำหนดไว้ ยังสามารถเก็บสเต็มเซลล์นั้นไว้หรือไม่?
  12. เลือดจากสายสะดือจะสามารถเก็บไว้ได้หรือไม่ หากมีการปนเปื้อนเชื้อแบคทีเรียหรือเชื้อรา?
  13. การจัดเก็บเลือดจากสายสะดือมีวิธีการอย่างไร?
  14. ลูกของฉันจำเป็นต้องตรวจหาความเข้ากันของเนื้อเยื่อระหว่างผู้ให้และผู้รับ HLA typing หรือไม่?

 

1. สเต็มเซลล์สามารถเก็บไว้ได้นานเท่าไหร่?
สเต็มเซลล์จะหยุดการเจริญด้านสรีรวิทยาทั้งหมดและจะคงอยู่ในสภาพนั้นในไนโตรเจนเหลวที่อุณหภูมิ -196°c ดังนั้นในทางทฤษฎี สเต็มเซลล์จึงสามารถถูกเก็บไว้ได้อย่างยาวนาน ศาสตราจารย์ ฮาล อี.บร๊อกซ์เมเยอร์ (จุลวิทยาและภูมิคุ้มกันวิทยา) เป็นผู้ริเริ่มสนับสนุนแนวคิดในการเก็บสเต็มเซลล์ เขาแสดงให้เห็นว่าเลือดจากสายสะดือที่เก็บมาเป็นเวลานานยังสามารถแบ่งตัวได้ และได้ระบุไว้ว่าเลือดจากสายสะดือที่เก็บไว้ในปี พ.ศ.2528 และ พ.ศ.2529 ยังสามารถนำมาใช้ในการปลูกถ่ายกับผู้ป่วยได้

(การปลูกถ่าย, 2541:65(9): 1275-1278)

Back to top

2. เลือดจากสายสะดือเป็นการแพทย์ทางเลือกไม่ใช่การแพทย์หลักหรือแพทย์แผนปัจจุบันใช่หรือไม่?
ผ่านมามากกว่า 20 ปี สเต็มเซลล์เลือดจากสายสะดือ สามารถรักษาได้มากกว่า 113 โรค มีทั้ง โรคเกี่ยวกับความผิดปกติของเลือด, ความผิดปกติเกี่ยวกับกระบวนการเผาผลาญอาหาร, โรคเบาหวานและการบาดเจ็บบริเวณสมอง โดยปัจจุบันมีการปลูกถ่ายเลือดมาแล้วมากว่า 35,000 รายทั่วโลก จึงพิสูจน์ได้ว่าการปลูกถ่ายโดยใช้สเต็มเซลล์จะสามารถรักษาโรคที่ร้ายแรงได้ในอนาคต ซึ่งมีผู้ป่วยหลายรายที่ได้รับการฉีดสเต็มเซลล์หลังจากที่ได้รับยาเคมีบำบัดสามารถฟื้นฟูระบบภูมิคุ้มกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

Back to top

3. เก็บเลือดจากสายสะดือจะเป็นอันตรายต่อทารกหรือไม่?
เลือดจากสายสะดือจะถูกเก็บในตอนที่เด็กออกมาจากครรภ์คุณแม่ สายสะดือจะถูกหนีบและตัด ดังนั้นการเก็บเลือดจากสายสะดือจึงไม่เกิดความเจ็บปวดทั้งตัวคุณแม่และตัวเด็ก ทั้งยังเป็นกระบวนการที่ปลอดภัยอีกด้วย

Back to top

4. ในกรณีที่ครอบครัวของฉันไม่มีมีประวัติของโรคมะเร็งหรือโรคร้ายแรงไม่ก็ไม่มีความจำเป็นต้องเก็บเลือดจากสายสะดือหรือสายสะดือใช่หรือไม่?
ประวัติครอบครัวไม่สามารถเป็นตัวบ่งชี้ได้ เพราะการเกิดของโรคมะเร็งและโรคร้ายแรงไม่ได้ถ่ายทอดทางพันธุกรรม อีกทั้งไม่มีสัญญาณใด ๆที่จะสามารถบอกได้ว่าจะเกิดขึ้น จากการวิจัย 1 ใน 200 คนที่มีอายุ 70 ปี อาจจำเป็นต้องปลูกถ่ายสเต็มเซลล์ ขณะนี้มีเด็กและผู้ใหญ่มากกว่า 35,000 รายทั่วโลกที่มีการปลูกถ่ายโดยใช้เลือดจากสายสะดือ ซึ่งปัจจุบันเลือดจากสายสะดือสามารถนำไปรักษาโรคได้ถึง 113 โรค และยิ่งไปกว่านั้น มีมากกว่า 490 งานวิจัยที่มีการวิจัยทางคลินิคเกี่ยวกับเซลล์ต้นกำเนิด (มีเซนไคมอลสเต็มเซลล์) ดังนั้น การจัดเก็บเลือดจากสายสะดือและสายสะดือจะสามารถคุ้มครองสุขภาพสำหรับทารกและสมาชิกในครอบครัวของคุณได้


อ้างอิง:
  1. Nietfeld JJ et al. Lifetime probabilities of hematopoietic stem cell transplantation in the U.S. Biol Blood Marrow Transplant. Mar 2008; 14(3):316-322.
  2. www.bioinformant.com/cord-blood-industry.html
  3. www.parentsguidecordblood.org
  4. www.nationalcordbloodprogram.org
  5. www.clinicaltrials.gov

Back to top

5. สามารถนำเลือดจากสายสะดือของลูกมาใช้ได้หรือไม่ ถ้าเขา/เธอเป็นโรคทางพันธุกรรม?
ในปัจจุบันสเต็มเซลล์จากเลือดในสายสะดือสามารถใช้ในการรักษามะเร็งเม็ดเลือดขาวและความผิดปกติของเลือดอื่น ๆ ซึ่งไม่ใช่โรคทางพันธุกรรม ดังนั้นอาจจะไม่จำเป็นที่จะต้องเก็บเลือดจากสายสะดือของทารกที่มีความผิดปกติทางพันธุกรรมที่ได้รับการถ่ายทอดมา อย่างไรก็ตามอาจมีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่คาดไม่ถึงได้ ในอนาคตอาจจะมีความก้าวหน้าเกี่ยวกับการประยุกต์ใช้สเต็มเซลล์จากเลือดในสายสะดือ เช่น เซลล์บำบัด วิศวกรรมเนื้อเยื่อและเวชศาสตร์การฟื้นฟูสภาวะเสื่อม เป็นต้น เทคโนโลยีที่ก้าวหน้าเต็มที่จะมีการนำมาใช้อย่างกว้างขวาง ดังนั้นการจัดเก็บเลือดจากสายสะดือจึงยังควรค่าแก่การที่จะเก็บรักษาไว้ด้วยการแช่เยือกแข็งเพื่อความต้องการใช้ในอนาคต

Back to top

6. กรณีใดบ้างที่จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องเก็บสเต็มเซลล์?

      • ครอบครัวที่มีความเสี่ยงสูงที่จะเป็นโรคทางพันธุกรรมร้ายแรง เช่น โรคเลือด โรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง โรคมะเร็ง ฯลฯ
      • คู่สามี-ภรรยาที่มีบุตรยาก ไม่แน่ใจว่าจะมีลูกอีกคนในอนาคตหรือไม่ ควรเก็บสเต็มเซลล์ของลูกน้อยไว้ด้วยวิธีแช่เยือกแข็ง
      • ครอบครัวอุปถัมภ์ที่พร้อมจะรับบุตรบุญธรรมที่ยังไม่คลอด ควรทำการแช่เยือกแข็งสเต็มเซลล์เก็บไว้ เพราะว่าพ่อแม่บุญธรรมอาจไม่สามารถติดต่อญาติของบุตรบุญธรรมได้ในอนาคต
      • เด็กลูกครึ่งซึ่งมีโอกาสที่จะมีเซลล์ต้นกำเนิดที่เข้ากันได้น้อยมาก
      • เด็กที่เกิดจากชนกลุ่มน้อย ซึ่งมีโอกาสที่จะมีเซลล์ต้นกำเนิดที่เข้ากันได้น้อยมาก เพราะมีจำนวนประชากรจำนวนน้อย

Back to top

7. มีความจำเป็นต้องจัดเก็บเลือดจากสายสะดือของฝาแฝดทั้งสองคนหรือไม่?
ฝาแฝดสามารถแบ่งออกเป็นสองประเภทหลัก คือ ฝาแฝดไข่ใบเดียวกันและฝาแฝดไข่คนละใบที่เกิดจากการที่ไข่ใบเดียวแยกออกเป็นสองใบซึ่งมีการปฏิสนธิในเวลาเดียวกัน หากเป็นแฝดที่เกิดจากไข่ใบเดียวกัน ยีนของเด็กทั้งสองจะเหมือนกัน ดังนั้น ก็สามารถเก็บสเต็มเซลล์ด้วยวิธีการแช่เยือกแข็งรวมกันได้ แต่หากเป็นแฝดที่เกิดจากไข่คนละใบ ยีนของเด็กจะมีความแตกต่างกัน ดังนั้น จึงควรเก็บรักษาสเต็มเซลล์ด้วยการแช่เยือกแข็งของลูกแต่ละคนแยกกัน

Back to top

8. จำเป็นหรือไม่ที่จะต้องเก็บสเต็มเซลล์ของลูกคนที่สองหากเก็บสเต็มเซลล์จากลูกคนแรกแล้ว?
แม้ว่าความเข้ากันของเนื้อเยื่อระหว่างเครือญาติน่าจะเข้ากันได้มากกว่าผู้ที่มิใช่เครือญาติกัน แต่ก็ยังมีความเป็นไปได้ที่ความเข้ากันของเนื้อเยื่อระหว่างเครือญาติจะเข้ากันไม่ได้ ดังนั้นการเก็บรักษาสเต็มเซลล์เลือดจากสายสะดือของลูกทุกคนจึงเป็นสิ่งที่ดีหากในอนาคตต้องการใช้เพื่อปลูกถ่าย

Back to top

9. ฉันสามารถเก็บเลือดจากสายสะดือของลูกได้หรือไม่ ถ้าฉันคลอดที่โรงพยาบาลของรัฐ?
ในฮ่องกง การเก็บเลือดจากสายสะดือจะสามารถทำได้เฉพาะในโรงพยาบาลเอกชน ไม่สามารถทำได้ในโรงพยาบาลรัฐบาลเนื่องจากมีทรัพยากรบุคคลที่จำกัด มี 10 โรงพยาบาลเอกชนในฮ่องกงที่มีบริการเก็บเลือดจากสายสะดือ โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้ (ตารางโรงพยาบาลเอกชน – ฮ่องกงและมาเก๊า)

Back to top

10. อะไรคือปัจจัยที่ส่งผลต่อปริมาณของเลือดจากสายสะดือ?
ปริมาณของเลือดจากสายสะดือที่เก็บจะขึ้นอยู่กับ

  • ความหนาและความยาวของสายสะดือ
  • สถานการณ์ระหว่างการคลอดบุตร โดยความปลอดภัยของแม่และลูกน้อยต้องมาก่อนเสมอ
    ปัจจัยที่สำคัญคือเทคนิคในการเก็บ ทั้งแพทย์/พยาบาลต้องได้รับการฝึกฝนเป็นอย่างดีในการเก็บรวบรวมเลือดจากสายสะดือ

Back to top

11. หากเลือดจากสายสะดือมีปริมาณน้อยกว่าปริมาณขั้นต่ำที่กำหนดไว้ ยังสามารถเก็บสเต็มเซลล์นั้นไว้หรือไม่?
เลือดจากสายสะดือสามารถเก็บรักษาด้วยวิธีการแช่เยือกแข็งได้แม้ว่าจะมีปริมาณน้อยกว่าปริมาณขั้นต่ำที่ต้องใช้ เพราะเทคโนโลยีสมัยใหม่ทำให้สามารถรวมสเต็มเซลล์ดังกล่าวเข้าร่วมกับสเต็มเซลล์อื่นๆที่เข้ากันได้เพื่อรักษาผู้ป่วยหนึ่งคน และสเต็มเซลล์ของตนเองก็สามารถลดปฏิกริยาต่อต้านได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้เทคโนโลยีการเพิ่มจำนวนสเต็มเซลล์ก็กำลังก้าวหน้าขึ้นเป็นลำดับ ดังนั้นจึงสามารถที่จะแก้ไขข้อบกพร่องเรื่องการมีสเต็มเซลล์น้อยเกินไปได้ในอนาคตอันใกล้นี้

Back to top

12. เลือดจากสายสะดือจะสามารถเก็บไว้ได้หรือไม่ หากมีการปนเปื้อนเชื้อแบคทีเรียหรือเชื้อรา?
เนื่องจากมีถุงเทฟลอนที่เป็นรูปแบบที่เหมาะสมในการห่อถุงแช่แข็งอีกชั้น ตัวอย่างที่มีการปนเปื้อนจะไม่ส่งผลกระทบต่อกลุ่มตัวอย่างอื่นๆ ดังนั้นจึงขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของผู้ปกครองว่าจะจัดเก็บเลือดจากสายสะดือของทารกของพวกเขาหรือไม่ (ในทางทฤษฎีเชื้อแบคทีเรียจะถูกฆ่าตายโดยใช้ยาปฏิชีวนะ แต่ยังไม่มีกรณีที่ประสบผลสำเร็จในการทดลองใช้เลือดที่ปนเปื้อนในการปลูกถ่าย)

Back to top

13. การจัดเก็บเลือดจากสายสะดือมีวิธีการอย่างไร?
เลือดจากสายสะดือจะถูกเก็บหลังจากทารกคลอดออกมาจากครรภ์มารดาและสายสะดือถูกหนีบและตัด กระบวนการเก็บรวบรวมนี้นี้จะใช้เวลาประมาณ 5-10 นาที

Back to top

14. ลูกของฉันจำเป็นต้องตรวจหาความเข้ากันของเนื้อเยื่อระหว่างผู้ให้และผู้รับ HLA typing หรือไม่?
ลูกของฉันจำเป็นต้องตรวจหาความเข้ากันของเนื้อเยื่อระหว่างผู้ให้และผู้รับ HLA typing หรือไม่? เลือดจากสายสะดือของทารกเองจะมีความเข้ากันได้อย่างสมบูรณ์ในการปลูกถ่าย ดังนั้นในกรณีนี้การตรวจหาความเข้ากันของเนื้อเยื่อระหว่างผู้ให้และผู้รับ HLA typing จึงไม่มีความสำคัญ

Back to top